2026-06-02 · TWH AI
กฎภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับสัญญาซ่อมและบริการในไทยที่ฝ่ายจัดซื้อควรรู้
สรุปแนวปฏิบัติภาษีหัก ณ ที่จ่าย ใบแจ้งหนี้ และเงื่อนไขสัญญาบริการซ่อมบำรุงในไทย ช่วยทีมจัดซื้อและการเงินลดความเสี่ยงเอกสารผิดพลาด
สำหรับผู้จัดการอาคาร นิติบุคคลอาคารชุด และผู้อำนวยการสำนักงานที่ต้องดูแลงานซ่อมบำรุงเป็นประจำ “ภาษีหัก ณ ที่จ่าย” มักเป็นจุดที่ทำให้การอนุมัติใบแจ้งหนี้ล่าช้า เกิดข้อโต้แย้งกับผู้รับเหมา หรือกระทบความสัมพันธ์กับคู่ค้าโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะสัญญาบริการที่มีทั้งค่าแรง ค่าวัสดุ งานซ่อมเฉพาะครั้ง และสัญญาบำรุงรักษารายเดือน บทความนี้สรุปหลักปฏิบัติที่ฝ่ายจัดซื้อและการเงินในไทยควรรู้ ตั้งแต่การแยกประเภทงาน การออกเอกสารที่ถูกต้อง ไปจนถึงการเขียนเงื่อนไขสัญญาให้ลดความเสี่ยงด้านภาษีและการตรวจสอบย้อนหลัง
ทำไมงานซ่อมบำรุงจึงมีความเสี่ยงด้านภาษีหัก ณ ที่จ่ายสูง
ในงานจัดซื้อประเภททรัพย์สินและอาคาร งานซ่อมบำรุงมักไม่ใช่ “ซื้อของ” หรือ “จ้างบริการ” แบบตรงไปตรงมาเสมอไป แต่เป็นงานผสม เช่น
- เรียกช่างเข้าซ่อมแอร์ พร้อมเปลี่ยนอะไหล่
- ล้างระบบไฟฟ้าและตรวจเช็ก MDB ตามรอบ
- บริการบำรุงรักษารายเดือน ที่รวมค่าแรงและวัสดุสิ้นเปลือง
- งานซ่อมเร่งด่วนที่เสนอราคาเป็นก้อนเดียว
ความเสี่ยงจึงอยู่ที่คำถามสำคัญ 3 เรื่อง
- รายการนั้นเป็น “ค่าบริการ” หรือ “ค่าจ้างทำของ”
- ต้องหัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์
- ควรให้ผู้ขายแยกค่าแรงและค่าวัสดุในใบเสนอราคา/ใบแจ้งหนี้หรือไม่
ถ้าจัดการผิด อาจเกิดผลกระทบ เช่น
- จ่ายเงินช้าจากการต้องแก้เอกสาร
- ผู้ขายเรียกเก็บส่วนต่าง เพราะถูกหักไม่ตรงตามที่ตกลง
- ฝ่ายบัญชีตั้งหนี้ไม่ได้ เนื่องจากเอกสารไม่ครบ
- เสี่ยงโดนสรรพากรสอบทานย้อนหลังเรื่องการหักภาษีไม่ถูกต้อง
หลักพื้นฐานที่ฝ่ายจัดซื้อควรรู้ก่อนอนุมัติงานซ่อม
ในทางปฏิบัติ งานซ่อมและบริการในอาคารมักเกี่ยวข้องกับภาษี 2 ชุดที่ต้องแยกกันคิดให้ชัดเจน คือ
1) ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
หากผู้รับจ้างจดทะเบียน VAT จะมีการบวก VAT 7% ในใบกำกับภาษีตามปกติ
2) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT)
ผู้ว่าจ้างนิติบุคคลต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าบริการหรือค่าจ้างบางประเภทตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง แล้วนำส่งกรมสรรพากร พร้อมออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้คู่ค้า
จุดที่พบบ่อยที่สุดคือทีมปฏิบัติการเห็นยอดรวมในใบเสนอราคา แล้วอนุมัติโดยไม่ตรวจว่าราคานั้น “รวม VAT แล้วหรือยัง” และ “หัก ณ ที่จ่ายจากฐานใด” ส่งผลให้ตอนจ่ายเงินจริงยอดไม่ตรงกับที่ผู้ขายคาดไว้
อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่พบบ่อยในงานซ่อมและบำรุงรักษา
แม้งานจริงควรให้ฝ่ายบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีตรวจสอบตามลักษณะงานและสถานะคู่สัญญา แต่ในตลาดไทย งานซ่อมบำรุงอาคารมักใช้อัตราที่พบได้บ่อยดังนี้
ค่าบริการทั่วไป: มักพบ 3%
ตัวอย่างเช่น
- บริการล้างแอร์รายครั้ง
- บริการตรวจเช็กระบบไฟฟ้า
- บริการบำรุงรักษารายเดือน
- บริการทำความสะอาดเชิงเทคนิค
- บริการตรวจสอบ Preventive Maintenance
หากใบแจ้งหนี้เป็นลักษณะ “ค่าบริการ” โดยไม่มีสาระสำคัญเป็นการก่อสร้างหรือจ้างทำของแบบส่งมอบชิ้นงานเฉพาะ ฝ่ายบัญชีจำนวนมากจะพิจารณาในกลุ่มค่าบริการที่ต้องหัก ณ ที่จ่าย 3%
ค่าจ้างทำของ: มักพบ 3%
งานซ่อมที่ผู้รับจ้างจัดหาแรงงานและวัสดุบางส่วนเพื่อส่งมอบผลงาน เช่น ซ่อมประตู เปลี่ยนปั๊มน้ำ ซ่อมท่อ แตกต่างจากการซื้ออะไหล่อย่างเดียว ในทางปฏิบัติมักถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ต้องหัก ณ ที่จ่ายเช่นกัน โดยหลายองค์กรใช้อัตรา 3% เป็นฐานปฏิบัติ
ค่าเช่าทรัพย์สิน: 5%
กรณีไม่ใช่งานซ่อมโดยตรง แต่มีการเช่าเครื่องมือ เช่าเครื่องกำเนิดไฟฟ้า หรือเช่าอุปกรณ์ระหว่างงาน บางรายการอาจเข้าลักษณะค่าเช่าซึ่งใช้อัตราต่างจากค่าบริการ ฝ่ายจัดซื้อจึงไม่ควรเหมารวมเอกสารทุกอย่างใน PO เดียวหากมีทั้ง “บริการ” และ “เช่า”
ประเด็นสำคัญ: ให้ยึด “ลักษณะงานจริง” มากกว่าชื่อเอกสาร
ไม่ควรดูเฉพาะชื่อในใบเสนอราคา เช่น คำว่า “ค่าดูแลระบบ” หรือ “ค่าซ่อมพร้อมอุปกรณ์” เพราะสรรพากรและฝ่ายตรวจสอบภายในจะพิจารณาจากสาระของรายการมากกว่า
หากไม่แน่ใจ ควรให้ผู้ขายแยกรายละเอียดเป็น
- ค่าแรง/ค่าบริการ
- ค่าวัสดุสิ้นเปลือง
- ค่าอะไหล่
- ค่าเช่าอุปกรณ์ (ถ้ามี)
เพื่อให้บัญชีวิเคราะห์การหัก ณ ที่จ่ายได้ถูกต้องมากขึ้น
ฐานที่ใช้หักภาษี: หักจากยอดก่อน VAT ไม่ใช่ยอดรวมสุทธิ
หลักปฏิบัติที่ทีมจัดซื้อควรจำให้แม่นคือ ภาษีหัก ณ ที่จ่ายโดยทั่วไปคำนวณจาก “มูลค่าก่อน VAT”
ตัวอย่าง:
- ค่าบริการซ่อมระบบไฟฟ้า 20,000 บาท
- VAT 7% = 1,400 บาท
- ยอดรวมใบแจ้งหนี้ = 21,400 บาท
- หากต้องหัก ณ ที่จ่าย 3% ให้หักจาก 20,000 บาท = 600 บาท
- ยอดจ่ายจริงให้ผู้ขาย = 21,400 - 600 = 20,800 บาท
ข้อผิดพลาดที่พบประจำคือหัก 3% จากยอดรวม 21,400 บาท ซึ่งทำให้หักเกินจริง และผู้ขายจะต้องขอแก้เอกสารหรือออกเครดิตโน้ตในบางกรณี
กรณีค่าวัสดุและค่าอะไหล่ ต้องหัก ณ ที่จ่ายหรือไม่
นี่คือคำถามที่พบบ่อยที่สุดในงานซ่อมบำรุงอาคาร
คำตอบในทางปฏิบัติคือ “ขึ้นอยู่กับโครงสร้างรายการและลักษณะสัญญา”
กรณีที่ 1: ซื้อสินค้าแยกชัดเจน
ถ้าผู้ขายออกเอกสารเป็นการขายสินค้าแยกชัด เช่น
- อะไหล่ปั๊มน้ำ 12,000 บาท
- เบรกเกอร์ 8,500 บาท
- คอนแทคเตอร์ 3,200 บาท
และไม่มีสาระสำคัญเป็นงานบริการรวมอยู่ในรายการนั้น มักไม่ใช่ฐานหัก ณ ที่จ่ายแบบค่าบริการ
กรณีที่ 2: งานซ่อมเป็นก้อนเดียวรวมค่าแรงและอะไหล่
เช่น “ซ่อมเครื่องปรับอากาศพร้อมเปลี่ยนคาปาซิเตอร์และล้างระบบ” ราคาเหมาจ่าย 6,500 บาท กรณีนี้หลายองค์กรจะถือเป็นงานบริการ/จ้างทำของ และหัก ณ ที่จ่ายจากฐานทั้งก้อนก่อน VAT
กรณีที่ 3: แยกค่าแรงกับค่าวัสดุในใบเสนอราคา
ตัวอย่าง
- ค่าแรงซ่อม 3,000 บาท
- ค่าอะไหล่ 2,500 บาท
- VAT 385 บาท
กรณีนี้ช่วยให้ฝ่ายบัญชีประเมินได้ง่ายขึ้นว่าอาจหัก ณ ที่จ่ายเฉพาะส่วนค่าบริการ โดยไม่เหมารวมไปถึงส่วนที่เป็นการขายสินค้า ทั้งนี้แนวปฏิบัติของแต่ละองค์กรอาจต่างกัน จึงควรระบุเงื่อนไขไว้ใน PO และแจ้งผู้ขายตั้งแต่ต้น
ข้อแนะนำเชิงปฏิบัติ
สำหรับงานซ่อมที่มูลค่าเกิน 10,000–30,000 บาทขึ้นไป หรือมีวัสดุเป็นสัดส่วนสูง ควรขอให้ผู้ขายแยกรายการอย่างน้อย 2 บรรทัดคือ
- ค่าแรง/บริการ
- ค่าวัสดุ/อะไหล่
วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงเรื่องการหักภาษีผิด และยังดีต่อการวิเคราะห์ต้นทุนซ่อมในระยะยาวด้วย
ตัวอย่างสถานการณ์จริงในอาคารสำนักงานและคอนโดมิเนียม
1) ล้างแอร์สำนักงาน 20 เครื่อง
ราคาตลาดในกรุงเทพฯ สำหรับล้างแอร์แบบแขวนหรือแบบติดผนังทั่วไปอยู่ประมาณ
- 500–900 บาท/เครื่อง สำหรับงานล้างพื้นฐาน
- 1,000–1,800 บาท/เครื่อง หากถอดล้างใหญ่หรือทำงานนอกเวลา
หากจ้างล้างแอร์ 20 เครื่อง ที่ 700 บาท/เครื่อง
- ค่าบริการ = 14,000 บาท
- VAT 7% = 980 บาท
- รวม = 14,980 บาท
- หัก ณ ที่จ่าย 3% จาก 14,000 = 420 บาท
- ยอดจ่ายจริง = 14,560 บาท
หากอาคารมีสัญญา PM อยู่แล้ว ควรตรวจว่า “ล้างตามรอบ” รวมในค่าบริการรายเดือนหรือไม่ เพื่อป้องกันการจ่ายซ้ำ
สำหรับทีมที่ต้องบริหารงานระบบปรับอากาศเป็นประจำ ควรประสานผู้รับเหมาที่มีขอบเขตงานชัดเจน เช่น บริการระบบปรับอากาศ ที่ระบุได้ว่าอะไรเป็นงาน PM และอะไรเป็นงานซ่อมนอกขอบเขต
2) ซ่อมตู้ MDB และเปลี่ยนเบรกเกอร์
ราคาตลาดโดยประมาณ
- ตรวจเช็กระบบไฟฟ้าและกระชับจุดต่อ: 3,000–12,000 บาท/ครั้ง
- เปลี่ยน MCCB/Breaker ขนาดกลาง: 5,000–35,000 บาท/ชุด ขึ้นกับแบรนด์และขนาด
- งานนอกเวลา/กลางคืน: บวกเพิ่ม 20–50%
ตัวอย่างใบเสนอราคา
- ค่าแรงเข้าซ่อมและตรวจระบบ 8,000 บาท
- ค่าเบรกเกอร์ 18,000 บาท
- รวมก่อน VAT 26,000 บาท
- VAT 1,820 บาท
- รวมสุทธิ 27,820 บาท
ในกรณีนี้ หากเอกสารถูกแยกรายการชัด ฝ่ายบัญชีบางแห่งจะหัก ณ ที่จ่ายเฉพาะค่าแรง 8,000 บาท = 240 บาท แต่หากผู้ขายออกเป็น “ค่าซ่อมระบบไฟฟ้ารวมอุปกรณ์” 26,000 บาทก้อนเดียว หลายองค์กรจะหัก 3% จากทั้ง 26,000 บาท = 780 บาท
จึงเห็นชัดว่ารูปแบบเอกสารมีผลต่อการจ่ายเงินจริงและการรับรู้ของคู่ค้าอย่างมาก
หากอาคารมีงานระบบไฟเป็นประจำ ควรวางมาตรฐานผู้ขายและรูปแบบเอกสารไว้ล่วงหน้า โดยอ้างอิงบริการเฉพาะทาง เช่น บริการระบบไฟฟ้า เพื่อให้ขอบเขตงานและการคิดราคาเป็นระบบเดียวกัน
3) สัญญาบำรุงรักษารายเดือนสำหรับอาคาร
ราคาตลาดของสัญญา PM แตกต่างกันมากตามประเภททรัพย์สิน เช่น
- อาคารสำนักงานขนาดเล็ก: 15,000–40,000 บาท/เดือน
- คอนโดขนาดกลาง: 30,000–80,000 บาท/เดือน
- อาคารเชิงพาณิชย์หรือโรงงานขนาดย่อม: 50,000–150,000+ บาท/เดือน
ถ้าสัญญาเป็น “ค่าบริการบำรุงรักษาร