2026-09-07 · TWH AI
คู่มือต้นทุนงานทาสีบำรุงรักษาในกรุงเทพฯ สำหรับออฟฟิศและค้าปลีก
วางแผนต้นทุนงานทาสีบำรุงรักษาในกรุงเทพฯ สำหรับสำนักงานและร้านค้าหลายสาขา พร้อมปัจจัยราคา ขอบเขตงาน และแนวทางควบคุมงบแบบ B2B
สำหรับผู้ดูแลอาคาร ผู้จัดการทรัพย์สิน และผู้อำนวยการสำนักงานนิติบุคคลในกรุงเทพฯ “งานทาสีบำรุงรักษา” มักถูกมองว่าเป็นเพียงงานปรับภาพลักษณ์ แต่ในทางปฏิบัติ งานนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับต้นทุนการถือครองทรัพย์สิน อายุการใช้งานพื้นผิว ความพร้อมในการใช้งานของพื้นที่ และภาพลักษณ์ของแบรนด์ โดยเฉพาะในออฟฟิศและร้านค้าหลายสาขาที่ต้องรักษามาตรฐานให้ใกล้เคียงกันทุกโลเคชัน การวางแผนงบประมาณอย่างเป็นระบบจึงไม่ใช่แค่การ “ขอราคาแล้วเลือกเจ้า cheapest” แต่ต้องดูทั้งขอบเขตงาน วัสดุ ระยะเวลาปิดพื้นที่ ความปลอดภัย และความเสี่ยงจากงานซ่อมแซมที่อาจแฝงอยู่
ทำไมงานทาสีบำรุงรักษาจึงเป็นต้นทุนที่ต้องวางแผนล่วงหน้า
ในกรุงเทพฯ อาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีกเผชิญกับสภาพแวดล้อมเฉพาะตัว เช่น ฝุ่น PM ความชื้นสูง ฝนสาด แสงแดดแรง และการใช้งานหนาแน่นในพื้นที่ส่วนกลาง สิ่งเหล่านี้เร่งการเสื่อมของสีและผิวผนังเร็วกว่าที่หลายองค์กรคาดไว้
หากปล่อยให้ผิวสีเสื่อมเกินจุดที่ควรซ่อมบำรุง ต้นทุนจะขยับจาก “ทาทับเพื่อฟื้นสภาพ” ไปเป็น “ซ่อมผิวเดิม + อุดแตกร้าว + ขัดลอก + ลงรองพื้นใหม่” ซึ่งแพงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น
- ผนังภายในสภาพดี: ทาสีทับ 2 เที่ยว อาจอยู่ที่ 80–140 บาท/ตร.ม.
- ผนังภายในมีคราบชื้น/แตกร้าวเล็กน้อย: อาจขึ้นเป็น 140–220 บาท/ตร.ม.
- ผนังภายนอกเสื่อมมาก มีสีลอกและรอยแตกลายงา: อาจอยู่ที่ 220–450 บาท/ตร.ม. หรือสูงกว่า หากต้องใช้นั่งร้าน/rope access
สำหรับองค์กรที่มีหลายสาขา ความต่างเพียง 40–80 บาท/ตร.ม. เมื่อคูณกับพื้นที่รวม 5,000–20,000 ตร.ม. ต่อปี จะกลายเป็นส่วนต่างงบประมาณระดับหลายแสนถึงหลักล้านบาทได้
โครงสร้างต้นทุนงานทาสีบำรุงรักษาในกรุงเทพฯ
การประเมินต้นทุนควรแยกเป็น 5 ส่วนหลัก เพื่อให้เปรียบเทียบใบเสนอราคาได้อย่างเป็นธรรม
1) ค่าวัสดุสีและระบบสี
ราคาสีในตลาดไทยมีความต่างสูงตามเกรดและคุณสมบัติ เช่น
- สีทาภายในเกรดมาตรฐาน: 900–1,500 บาท/ถัง 9 ลิตร
- สีทาภายในเกรดพรีเมียม low VOC / เช็ดล้างได้ดี: 1,500–2,500 บาท/ถัง 9 ลิตร
- สีทาภายนอกอะคริลิกคุณภาพกลาง: 1,600–2,600 บาท/ถัง 9 ลิตร
- สีทาภายนอกเกรดทน UV/กันเชื้อรา/ยืดหยุ่นสูง: 2,600–4,500 บาท/ถัง 9 ลิตร
- รองพื้นปูนใหม่/ปูนเก่า/กันด่าง: 700–2,000 บาท/ถัง
- สีอีพ็อกซี่พื้นหรือระบบเคลือบเฉพาะทาง: คิดเป็นระบบต่อ ตร.ม. มากกว่าคิดต่อถัง
ในงาน B2B ไม่ควรดูแค่ยี่ห้อ แต่ต้องดู “ระบบสี” ว่าระบุครบหรือไม่ เช่น รองพื้นกี่เที่ยว สีทับหน้ากี่เที่ยว และใช้ผลิตภัณฑ์เข้าคู่กันหรือไม่ เพราะบางใบเสนอราคาใช้คำว่า “ทาสีใหม่” แต่ไม่ได้ระบุรองพื้นหรือการซ่อมผิวเดิม ทำให้ราคาเหมือนถูกแต่มีความเสี่ยงเรื่องอายุงาน
2) ค่าแรง
ค่าแรงในกรุงเทพฯ สูงกว่าหลายจังหวัด และต้นทุนจะต่างตามเงื่อนไขหน้างาน เช่น ทำงานกลางคืน พื้นที่เปิดให้บริการอยู่ มีข้อกำหนดด้าน EHS หรือขนวัสดุขึ้นอาคารหลายชั้น
ช่วงราคาที่พบได้บ่อย:
- งานภายในพื้นฐาน พื้นที่โล่ง เข้าทำงานสะดวก: 35–70 บาท/ตร.ม.
- งานภายในที่ต้องป้องกันทรัพย์สิน เฟอร์นิเจอร์ ระบบ IT และทำงานนอกเวลา: 60–120 บาท/ตร.ม.
- งานภายนอกอาคารทั่วไป: 80–180 บาท/ตร.ม.
- งานที่ต้องใช้นั่งร้าน/boom lift/rope access: เพิ่มตามวิธีเข้าถึง
3) ค่างานเตรียมพื้นผิว
นี่คือจุดที่ทำให้งบ “บาน” บ่อยที่สุด เพราะเป็นงานที่มักตรวจพบจริงหลังเริ่มเปิดผิวแล้ว เช่น
- ขัดทำความสะอาด/ล้างผนัง: 15–40 บาท/ตร.ม.
- โป๊วปรับผิว/อุดรอยแตกร้าวเล็กน้อย: 20–60 บาท/ตร.ม.
- สกัดซ่อมปูนฉาบเฉพาะจุด: 150–450 บาท/ตร.ม. ของพื้นที่ซ่อม
- ขูดลอกสีเก่าเสื่อมสภาพ: 30–90 บาท/ตร.ม.
- ยิงซิลิโคน/PU sealant รอบวงกบ รอยต่อ: 60–180 บาท/เมตร
ถ้าอาคารมีประวัติน้ำรั่วซึม การทาสีใหม่โดยไม่แก้ต้นตอ มักทำให้ต้อง repaint ซ้ำใน 6–18 เดือน
4) ค่าอุปกรณ์เข้าถึงพื้นที่และงานป้องกัน
สำหรับออฟฟิศและค้าปลีก ค่า “protection works” สำคัญมาก เช่น คลุมพื้นพรม คลุมชั้นวางสินค้า ปิดเทปขอบกระจก และป้องกันระบบปรับอากาศ/หัวสปริงเกลอร์
ต้นทุนที่อาจพบ:
- งานป้องกันพื้นและเฟอร์นิเจอร์: 10–35 บาท/ตร.ม.
- นั่งร้านภายใน/ภายนอก: 30–120 บาท/ตร.ม. หรือคิดเป็นเหมาต่อชุด
- Boom lift / scissor lift: 3,500–12,000 บาท/วัน ตามขนาด
- Rope access: เหมาะกับบางอาคาร แต่ต้องดูแผนความปลอดภัยและใบอนุญาตผู้ปฏิบัติงาน
5) ค่าเสียโอกาสจากการปิดพื้นที่
สำหรับร้านค้าหรือออฟฟิศที่ยังเปิดใช้งานอยู่ ต้นทุนที่มองไม่เห็นคือ downtime เช่น
- ปิดห้องประชุม 2 วัน
- ย้ายพนักงานออกจากพื้นที่ open office ชั่วคราว
- ปิดหน้าร้านบางโซนหลังเวลาเปิดบริการ
- ทำงานกลางคืนซึ่งค่าแรงสูงขึ้น แต่ลดผลกระทบต่อรายได้
ในเชิง B2B จึงควรคำนวณ “ต้นทุนรวม” ไม่ใช่แค่ราคาผู้รับเหมา
ช่วงราคาตลาดในกรุงเทพฯ ที่ควรใช้เป็นฐานตั้งงบ
ตัวเลขด้านล่างเป็นช่วงราคาประมาณการสำหรับงานทั่วไปในกรุงเทพฯ ปีปัจจุบัน โดยสมมติว่าหน้างานไม่ซับซ้อนผิดปกติและใช้วัสดุมาตรฐานระดับองค์กร
งานทาสีภายในสำนักงาน
- ทาสีผนังภายใน สภาพผิวดี: 80–140 บาท/ตร.ม.
- ทาสีผนังภายใน + ซ่อมรอยแตกร้าว/โป๊วบางส่วน: 140–220 บาท/ตร.ม.
- ฝ้าเพดานภายใน: 90–160 บาท/ตร.ม.
- งานห้องที่มีอุปกรณ์มาก เช่น ห้องประชุม executive / ห้อง server exterior wall zone: มักบวกเพิ่ม 10–25%
ตัวอย่าง: สำนักงาน 1 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 1,200 ตร.ม. มีพื้นที่ผนังและฝ้ารวมทาสีประมาณ 2,800 ตร.ม. หากสภาพผิวปานกลาง งบอาจอยู่ที่ 420,000–560,000 บาท ไม่รวมงานเปลี่ยนซีลแลนท์หรือซ่อมรั่วซึม
งานทาสีร้านค้าและค้าปลีก
- ร้านค้าขนาดเล็กในศูนย์การค้า ทาสีรีเฟรชก่อนส่งมอบ/รีแบรนด์: 120–220 บาท/ตร.ม.
- ร้านค้าที่ต้องทำงานกลางคืนและปกป้อง built-in จำนวนมาก: 180–300 บาท/ตร.ม.
- งานทาสีหลังร้าน/พื้นที่บริการ/สต็อก: 90–160 บาท/ตร.ม.
ตัวอย่าง: แบรนด์ค้าปลีก 10 สาขา แต่ละสาขามีพื้นที่ทาสีเฉลี่ย 180 ตร.ม. หากตั้งงบรีเฟรชมาตรฐานสาขาละ 30,000–55,000 บาท งบรวมจะอยู่ราว 300,000–550,000 บาท ทั้งนี้ต้องกัน contingency 10–15% สำหรับงานซ่อมหน้างานจริง
งานทาสีภายนอกอาคาร
- ผนังภายนอก low-rise เข้าถึงง่าย: 180–300 บาท/ตร.ม.
- ผนังภายนอกสภาพเสื่อม มีรอยแตกร้าว/สีลอก: 250–450 บาท/ตร.ม.
- อาคารสูงหรือพื้นที่เข้าถึงยาก: ต้องแยกค่า access เพิ่ม
สำหรับผู้ดูแลอาคารในเมือง แนะนำให้ขอสำรวจหน้างานเชิงเทคนิคก่อนตั้งงบ หากต้องการเปรียบเทียบรูปแบบบริการ สามารถดูภาพรวมของงานทาสีอาคารและงานบำรุงรักษาอาคารเพื่อใช้เป็น baseline ในการคุยกับผู้รับเหมา
ปัจจัยที่ทำให้ราคาแตกต่างมากในงาน B2B
สภาพผิวจริงกับ BOQ ที่เขียนไว้
ใบเสนอราคาหลายฉบับตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า “ผิวเดิมพร้อมทาสี” แต่เมื่อเปิดหน้างานจริงอาจพบว่า
- มีคราบชื้นจากท่อรั่วด้านใน
- มีรอยแตกร้าวตามแนว joint
- สีเดิมเป็นเกรดต่ำและเกิด chalking
- มีเชื้อราบริเวณผนังติดภายนอก
ดังนั้นใน BOQ ควรระบุให้ชัดว่า รายการใดเป็น included และรายการใดเป็น provisional quantity
เวลาทำงาน
ราคาจะสูงขึ้นถ้าต้อง
- ทำหลัง 20.00 น.
- ทำเฉพาะเสาร์-อาทิตย์
- หยุดงานเป็นช่วงตามเวลาเปิดปิดร้าน
- มีการขอ work permit รายวันหลายรอบ
สำหรับศูนย์การค้าและอาคารเกรด A ในกรุงเทพฯ เงื่อนไขเหล่านี้พบได้บ่อยมาก
มาตรฐานความปลอดภัยและเอกสาร
ในงานองค์กรขนาดใหญ่ ผู้รับเหมามักต้องจัดเตรียม
- ประกันภัย
- แผนความปลอดภัย
- JSA / method statement
- รายชื่อแรงงานและเอกสารอบรม
- เอกสาร SDS ของวัสดุ
- แผนควบคุมกลิ่นและฝุ่น
ต้นทุนเอกสารและการควบคุมหน้างานเหล่านี้สะท้อนอยู่ในราคา แม้ไม่ได้เห็นเป็นบรรทัดแยกเสมอไป
ข้อกำหนดและแนวทางปฏิบัติที่ควรรู้ในไทย
แม้งานทาสีทั่วไปไม่ใช่งานวิศวกรรมซับซ้อน แต่สำหรับอาคารสำนักงานและค้าปลีกในกรุงเทพฯ มีประเด็นปฏิบัติที่ควรใส่ใจ
การทำงานในอาคารที่เปิดใช้งานอยู่
ควรวางแผนให้สอดคล้องกับกฎอาคารและนิติบุคคล เช่น
- เวลาที่อนุญาตให้มีเสียงดัง
- การขนวัสดุผ่าน service lift
- จุดพักเก็บวัสดุและเศษวัสดุ
- การป้องกันกลิ่นรบกวนผู้เช่าและพนักงาน
- การควบคุมฝุ่นไม่ให้กระทบระบบปรับอากาศ
สี low VOC หรือกลิ่นต่ำอาจมีราคาสูงกว่าเล็ก