2026-07-24 · TWH AI
กระทบยอด VAT และภาษีหัก ณ ที่จ่ายของผู้รับเหมางานซ่อมบำรุงในไทย
แนวทางกระทบยอด VAT และภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับงานซ่อมบำรุง B2B ในไทย ลดความเสี่ยงเอกสารผิด ยอดไม่ตรง และปัญหาตรวจสอบบัญชีหลายสาขา
สำหรับนิติบุคคลอาคารชุด ผู้จัดการอาคาร โรงงาน สำนักงาน หรือผู้ดูแลพอร์ตอสังหาริมทรัพย์หลายสาขา “งานซ่อมบำรุง” มักไม่ใช่แค่เรื่องคุณภาพงานหรือ SLA เท่านั้น แต่ยังผูกกับความถูกต้องของเอกสารภาษีอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ VAT และภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่มักเกิดปัญหาซ้ำ ๆ เช่น ใบกำกับภาษีออกไม่ครบ รายการในใบเสนอราคาไม่ตรงกับใบแจ้งหนี้ หัก ณ ที่จ่ายผิดประเภท หรือกระทบยอดระหว่างสาขาไม่ได้ เมื่อเข้าสู่ช่วงปิดงบหรือถูกตรวจสอบบัญชี ปัญหาเล็กในหน้างานจึงกลายเป็นต้นทุนแฝงที่ใช้เวลาทีมบัญชี ทีมจัดซื้อ และทีมอาคารแก้นานกว่าที่คิด บทความนี้สรุปแนวทางกระทบยอด VAT และภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับผู้รับเหมางานซ่อมบำรุงในไทย โดยเน้นใช้งานได้จริงในบริบท B2B
ทำไมงานซ่อมบำรุงจึงมีปัญหากระทบยอดภาษีบ่อย
งานซ่อมบำรุงมีลักษณะเฉพาะที่ต่างจากการซื้อสินค้าแบบตรงไปตรงมา เพราะมักมีทั้ง “ค่าวัสดุ” และ “ค่าแรง/ค่าบริการ” อยู่ในเอกสารเดียวกัน บางครั้งมีการเรียกเก็บหลายงวด มีงานเพิ่มระหว่างดำเนินการ และมีหลายหน้างานภายใต้ PO เดียว สิ่งเหล่านี้ทำให้การคำนวณ VAT และการหัก ณ ที่จ่ายซับซ้อนขึ้นทันที
ตัวอย่างปัญหาที่พบบ่อยในไทย ได้แก่
- ผู้รับเหมาออกเอกสารเป็น “บิลรวม” หลายสาขา แต่ฝ่ายบัญชีลูกค้าต้องแยกต้นทุนรายสาขา
- ใบกำกับภาษีระบุวันที่ไม่ตรงกับวันที่ส่งมอบงานหรือวันที่รับรู้ค่าใช้จ่าย
- งานซ่อมแอร์ ล้างถังน้ำ ปรับปรุงพื้นที่ หรือทาสี มีการเปลี่ยนขอบเขตงานระหว่างทำ ทำให้ยอดสุทธิไม่ตรง PO
- ผู้รับเหมาบางรายคิดว่ามี VAT แล้วไม่ต้องถูกหัก ณ ที่จ่าย ทั้งที่ในทางปฏิบัติ VAT และ WHT เป็นคนละเรื่อง
- ทีมอาคารเซ็นรับงานแล้ว แต่เอกสารภาษีส่งตามมาทีหลังหลายสัปดาห์ ทำให้ปิดงวดไม่ทัน
สำหรับองค์กรที่มีหลายอาคารหรือหลายสาขา ความผิดพลาดเล็กน้อย เช่น เลขที่สาขาในใบกำกับภาษีผิด หรือชื่อผู้ซื้อไม่ตรงหนังสือรับรอง อาจทำให้ต้องขอออกเอกสารใหม่ ส่งผลต่อรอบจ่ายเงิน และกระทบความสัมพันธ์กับผู้รับเหมาโดยไม่จำเป็น
หลักแยกให้ออกก่อน: VAT กับภาษีหัก ณ ที่จ่ายไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
ในการทำงานจริง ผู้จัดการอาคารหรือผู้อำนวยการสำนักงานนิติบุคคลไม่จำเป็นต้องเป็นนักบัญชี แต่ควรเข้าใจกรอบคิดพื้นฐาน 2 เรื่องนี้ให้ชัด
VAT คือภาษีมูลค่าเพิ่มจากการขายสินค้าหรือให้บริการ
หากผู้รับเหมาจดทะเบียน VAT และให้บริการซ่อมบำรุงแก่บริษัทหรือองค์กร เอกสารเรียกเก็บโดยทั่วไปจะมี VAT 7% เพิ่มจากมูลค่างานก่อนภาษี เช่น
- ค่าล้างแอร์สำนักงาน 20 เครื่อง ราคาเครื่องละ 800 บาท
- มูลค่างานก่อน VAT = 16,000 บาท
- VAT 7% = 1,120 บาท
- ยอดรวม = 17,120 บาท
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือภาษีที่ผู้จ่ายเงินหักจากค่าบริการก่อนจ่ายให้ผู้รับเหมา
ในงานซ่อมบำรุง B2B ส่วนที่เป็น “ค่าบริการ” มักอยู่ในข่ายต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยในทางปฏิบัติสำหรับบริษัทไทยจ่ายให้บริษัทไทยในงานบริการทั่วไป มักพบอัตรา 3% ของค่าบริการก่อน VAT เป็นหลัก
ตัวอย่างจากกรณีเดิม
- มูลค่างานก่อน VAT = 16,000 บาท
- หัก ณ ที่จ่าย 3% ของ 16,000 = 480 บาท
- VAT = 1,120 บาท
- ยอดที่จ่ายจริงให้ผู้รับเหมา = 17,120 - 480 = 16,640 บาท
ประเด็นสำคัญคือ หัก ณ ที่จ่ายคำนวณจากฐานก่อน VAT ไม่ใช่ยอดรวมรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม
งานซ่อมบำรุงประเภทไหนที่มักต้องระวังเรื่องการจัดประเภท
ในสายงานดูแลอาคาร รายการที่เกิดบ่อยและทำให้บัญชีถามกลับเสมอ ได้แก่
1) งานบริการประจำรอบ
เช่น ล้างแอร์ ตรวจระบบไฟ PM ปั๊มน้ำ ดูแลระบบสุขาภิบาล กำจัดแมลง ทำความสะอาดถังน้ำ
งานลักษณะนี้ส่วนมากจัดเป็นค่าบริการชัดเจน จึงต้องตรวจว่า
- ผู้รับเหมาเป็นผู้จด VAT หรือไม่
- ลูกค้าต้องหัก ณ ที่จ่ายในอัตราใด
- ในใบเสนอราคามีการแยกค่าวัสดุสิ้นเปลืองหรือรวมเหมาหรือไม่
ถ้าคุณใช้ผู้ให้บริการหลายประเภทในอาคารเดียวกัน ควรมีมาตรฐานเอกสารใกล้เคียงกัน เช่น งาน บริการซ่อมบำรุง หรือ บริการทำความสะอาด ควรกำหนดรูปแบบใบเสนอราคาและใบแจ้งหนี้ตั้งแต่ต้นเพื่อลดปัญหาปิดงวด
2) งานซ่อมครั้งคราวที่มีวัสดุจำนวนมาก
เช่น เปลี่ยนคอมเพรสเซอร์แอร์ ซ่อมหลังคารั่ว เปลี่ยนปั๊มน้ำ เปลี่ยนโคมไฟ ปรับปรุงห้องน้ำ
งานประเภทนี้มักมีข้อถกเถียงว่าเป็น “ขายของพร้อมติดตั้ง” หรือ “ให้บริการพร้อมวัสดุ” ในมุมปฏิบัติ ฝ่ายจัดซื้อและบัญชีควรขอให้ผู้รับเหมาแยกรายการให้ชัดเจน เช่น
- ค่าวัสดุ 45,000 บาท
- ค่าแรงติดตั้ง 12,000 บาท
- รวมก่อน VAT 57,000 บาท
- VAT 3,990 บาท
การแยกรายการช่วย 3 เรื่องพร้อมกัน:
- ตรวจสอบความสมเหตุสมผลของราคา
- อนุมัติงบ Capex/Opex ได้ง่ายขึ้น
- ตั้งฐานหัก ณ ที่จ่ายได้ถูกต้องในกรณีที่นโยบายบริษัทกำหนดให้หักกับส่วนบริการ
3) งานปรับปรุงพื้นที่หรือรีโนเวตย่อย
เช่น ทาสีออฟฟิศ กั้นห้อง เปลี่ยนพื้น ปรับเคาน์เตอร์ ปรับห้องประชุม
งานกลุ่มนี้มูลค่าอาจตั้งแต่ 30,000–500,000 บาท หรือสูงกว่านั้นในบางอาคาร และมักมีงวดงาน เช่น มัดจำ 30% ระหว่างงาน 40% ส่งมอบ 30% หากเอกสารแต่ละงวดไม่สอดคล้องกัน การกระทบยอด VAT/WHT จะยุ่งทันที โดยเฉพาะเมื่อมี variation order เพิ่มงานภายหลัง
ในกรณีมีงานปรับปรุงมากกว่างานซ่อมเล็กน้อย การประสานกับผู้รับเหมาที่ทำ งานรีโนเวต ควรกำหนด milestone เอกสารและภาษีตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน
ราคาตลาดไทยที่พบบ่อย และผลต่อการตรวจเอกสาร
การรู้ช่วงราคาในตลาดช่วยให้ผู้ดูแลอาคารจับผิดเอกสารได้เร็วขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องแพงหรือถูก แต่รวมถึงความสมเหตุสมผลของฐานภาษีด้วย ตัวอย่างช่วงราคาที่พบได้บ่อยในตลาดไทย ณ งาน B2B ทั่วไปอาจอยู่ประมาณนี้
งานล้างแอร์เชิงพาณิชย์
- แอร์แขวน/แอร์ติดผนังทั่วไป: 600–1,200 บาท/เครื่อง
- แอร์ cassette: 1,000–2,500 บาท/เครื่อง
- แอร์ duct หรือ package บางกรณี: 2,500–8,000 บาท/ชุด
ถ้าอาคารมี 40 เครื่อง และใบแจ้งหนี้รวม 92,000 บาท แต่ไม่มีรายละเอียดชนิดเครื่องหรือจำนวนเครื่อง ฝ่ายบัญชีควรถามทันที เพราะตรวจฐานภาษีและความสมเหตุสมผลได้ยาก
งานล้างถังน้ำ
- ถังน้ำขนาดกลางในอาคารสำนักงาน/คอนโด: 3,000–12,000 บาท/ถัง ขึ้นกับขนาดและความยาก
- งานรวมตรวจคุณภาพน้ำหรือเข้าพื้นที่เฉพาะอาจสูงขึ้น
หากผู้รับเหมาคิด “ล้างถังน้ำ 2 ถัง 25,000 บาท” แบบไม่แจกแจง อาจไม่ใช่เรื่องผิดเสมอไป แต่ควรมีขอบเขตงานประกอบ เช่น สูบน้ำ ขัดล้าง ฆ่าเชื้อ รายงานภาพก่อน-หลัง เพื่อยืนยันว่าราคาที่ใช้ออก VAT และ WHT สอดคล้องกับงานจริง
งานทาสีซ่อมแซมพื้นที่
- ทาสีภายในทั่วไป: 80–180 บาท/ตร.ม.
- ซ่อมสีภายนอกหรือพื้นที่เข้าถึงยาก: 180–450 บาท/ตร.ม.
งานทาสี 500 ตร.ม. ถ้าราคาประมาณ 60,000–120,000 บาทถือว่าพบได้ในตลาด แต่ถ้าผู้รับเหมาระบุเพียง “ค่าซ่อมแซมและทาสี 118,000 บาท” โดยไม่แยกวัสดุ/ค่าแรงเลย อาจทำให้บางองค์กรต้องวนเอกสารแก้ไขหลายรอบ
งานเปลี่ยนปั๊มน้ำหรืออุปกรณ์ระบบ
- ปั๊มน้ำอาคารขนาดเล็ก–กลาง พร้อมติดตั้ง: 18,000–85,000 บาท
- อุปกรณ์วาล์ว/ท่อ/ fitting และค่าแรงอาจเป็นสัดส่วน 20–40% ของงาน
งานลักษณะนี้ควรแยก serial number รุ่นอุปกรณ์ ระยะเวลารับประกัน และค่าแรงติดตั้งไว้ชัดเจน เพื่อตรวจว่า VAT คิดครบ และฐานหัก ณ ที่จ่ายสอดคล้องกับนโยบายบริษัท
วิธีตั้งเช็กลิสต์เอกสารก่อนกระทบยอด
เพื่อให้การกระทบยอดไม่ย้อนกลับไปแก้ทุกเดือน แนะนำให้ใช้เช็กลิสต์ 3 ชั้น คือ ก่อนสั่งซื้อ ก่อนรับงาน และก่อนจ่ายเงิน
ก่อนสั่งซื้อ
ควรมีเอกสารพื้นฐานดังนี้
- ใบเสนอราคา ระบุขอบเขตงาน ปริมาณ ราคา และเงื่อนไขภาษี
- หนังสือรับรองบริษัทของผู้รับเหมา
- ภ.พ.20 หากผู้รับเหมาจด VAT
- ข้อมูลบัญชีธนาคารและชื่อผู้รับเงิน
- เงื่อนไข WHT ที่บริษัทคุณจะใช้
จุดสำคัญคือระบุใน PO เลยว่า
- ราคา “รวม VAT” หรือ “ยังไม่รวม VAT”
- ต้องออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ
- ต้องแยกสาขา/หน้างาน/รหัสต้นทุนใดบ้าง
- การหัก ณ ที่จ่ายเป็นไปตามกฎหมายและนโยบายบริษัท
ก่อนรับงาน
- ใบส่งมอบงานหรือ service report
- ภาพก่อน-หลัง
- การลงนามรับงานโดยผู้มีอำนาจของอาคาร/สาขา
- รายการวัสดุที่ใช้จริง หากมีการเปลี่ยนจาก BOQ เดิม
- เอกสารเพิ่ม-ลดงาน (ถ้ามี)
ถ้าไม่ล็อกขั้นตอนนี้ไว้ ฝ่ายบัญชีมักจะได้รับใบแจ้งหนี้มาก่อนเอกสารรับงาน ทำให้ไม่สามารถอนุมัติจ่ายได้ทันที
ก่อนจ่ายเงิน
- ใบแจ้งหนี้
- ใบกำกับภาษี/ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบตามนโยบายรับเอกสาร
- ใบหัก ณ ที่จ่ายที่ต้องออกให้ผู้รับเหมา
- การตรวจชื่อบริษัท ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี และเลขสาขา
- การเทียบยอดกับ PO และใบรับงาน
องค์กรจำนวนมากลดงานแก้เอกสารได้มากเพียงแค่บังคับให้ผู้รับเหมาส่ง “แพ