2026-06-26 · TWH AI
ค่าบริการซ่อมบำรุงต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ภ.ง.ด.3 หรือ 53 ในไทย?
สรุปวิธีแยก ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 สำหรับงานซ่อมบำรุงในไทย ช่วยฝ่ายจัดซื้อ การเงิน และผู้จัดการอาคารลดความเสี่ยงจ่ายผิด หักผิด และเอกสารไม่ครบ
สำหรับฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายการเงิน และผู้จัดการอาคารในไทย “ค่าบริการซ่อมบำรุงต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53?” เป็นคำถามที่เจอบ่อยมาก โดยเฉพาะในงานดูแลอาคารสำนักงาน คอนโด โรงงาน โชว์รูม และพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่มีทั้งงานซ่อมไฟฟ้า ประปา แอร์ ระบบปั๊ม ระบบสุขาภิบาล และงานบำรุงรักษารายเดือน หากเลือกแบบฟอร์มผิด หักผิดอัตรา หรือเก็บเอกสารไม่ครบ ผลกระทบไม่ได้มีแค่เรื่องบัญชี แต่ยังลามไปถึงความสัมพันธ์กับผู้รับเหมา กระแสเงินสดของคู่ค้า และความเสี่ยงตอนตรวจสอบภาษีด้วย บทความนี้จะสรุปให้เข้าใจแบบใช้งานได้จริงในบริบทไทย โดยเน้นการแยกกรณี ภ.ง.ด.3 กับ ภ.ง.ด.53 สำหรับงานซ่อมบำรุง พร้อมตัวอย่างหน้างาน ราคาในตลาด และเช็กลิสต์สำหรับใช้งานในองค์กร
เข้าใจก่อน: ภ.ง.ด.3 กับ ภ.ง.ด.53 ต่างกันอย่างไร
หลักคิดแบบง่ายที่สุดคือ ให้ดูว่า “ผู้รับเงิน” เป็นใคร
- ภ.ง.ด.3 ใช้เมื่อผู้รับเงินเป็น บุคคลธรรมดา
- ภ.ง.ด.53 ใช้เมื่อผู้รับเงินเป็น นิติบุคคล เช่น บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด
ในงานซ่อมบำรุงอาคาร ความสับสนมักเกิดจากผู้ว่าจ้างคิดจาก “ลักษณะงาน” อย่างเดียว เช่น เป็นงานรับเหมา งานบริการ หรืองานซ่อม เลยข้ามเรื่องสถานะผู้รับเงินไป ทั้งที่ในทางปฏิบัติแบบฟอร์มที่ใช้ยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายต้องอิงจากประเภทผู้รับเงินเป็นฐานก่อน
หลักจำง่ายสำหรับฝ่ายจัดซื้อและนิติบุคคลอาคาร
ก่อนอนุมัติ PO หรือจ่ายเงินทุกครั้ง ให้ถาม 3 ข้อ
- ผู้รับจ้างเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล?
- งานที่ทำเป็น “บริการ” หรือ “ขายสินค้า” หรือ “รับเหมาแบบมีของ”?
- ใบเสนอราคา/สัญญาแยกราคาค่าสินค้าและค่าแรงชัดเจนหรือไม่?
3 ข้อนี้ช่วยลดความผิดพลาดได้มาก เพราะงานซ่อมบำรุงจำนวนมากไม่ได้มีแต่ค่าบริการล้วน ๆ แต่มักมีอะไหล่ วัสดุสิ้นเปลือง และอุปกรณ์รวมอยู่ด้วย
งานซ่อมบำรุงแบบไหนที่มักเกี่ยวข้องกับการหักภาษี ณ ที่จ่าย
ในแวดวงบริหารอาคาร งานที่พบประจำ ได้แก่
- งาน PM รายเดือน ระบบไฟฟ้าและตู้ MDB
- งานซ่อมปั๊มน้ำ ปั๊มดับเพลิง และระบบควบคุม
- งานล้างถังเก็บน้ำและบำรุงรักษาระบบประปา
- งานแก้ท่อรั่ว เปลี่ยนวาล์ว เปลี่ยนสุขภัณฑ์
- งานซ่อมแสงสว่าง เปลี่ยนเบรกเกอร์ เดินสายไฟใหม่บางจุด
- งานบริการตรวจเช็กระบบเป็นรอบ เช่น ทุกเดือน ทุกไตรมาส
หากเป็นบริการดูแลเชิงป้องกันหรือซ่อมแซมทั่วไป มักเข้ากลุ่มที่ต้องพิจารณาหักภาษี ณ ที่จ่าย โดยเฉพาะเมื่อผู้จ่ายเป็นบริษัท นิติบุคคลอาคารชุด หรือองค์กรธุรกิจ
สำหรับผู้ดูแลอาคารที่ต้องบริหารหลายระบบพร้อมกัน การรวมงานไว้กับผู้รับเหมาที่มีขอบเขตบริการชัดเจน เช่น บริการซ่อมบำรุงอาคาร หรือทีมเฉพาะทางอย่าง งานระบบไฟฟ้า และ งานประปาและสุขาภิบาล จะช่วยให้เอกสารและการจำแนกประเภทรายจ่ายทำได้ง่ายขึ้นด้วย
หลักปฏิบัติที่ใช้บ่อยในไทย: งานบริการมักเจออัตราหัก 3%
ในทางปฏิบัติของธุรกิจไทย งานซ่อมบำรุงและบริการทั่วไปที่จ่ายให้ผู้รับจ้างมักเกี่ยวข้องกับ การหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ของค่าบริการ ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดและสถานะคู่สัญญา แต่จุดสำคัญไม่ใช่แค่อัตรา 3% อย่างเดียว ต้องดูด้วยว่า
- หักจากฐานไหน
- รวม VAT หรือไม่
- หากมีค่าสินค้าและค่าแรงปนกัน ควรแยกอย่างไร
- ผู้รับเงินเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล
หลักที่หลายองค์กรใช้ในการคำนวณ
กรณีใบแจ้งหนี้มีทั้งค่าบริการและ VAT มักใช้แนวปฏิบัติ หักจากมูลค่าก่อน VAT เช่น
- ค่าบริการซ่อมปั๊มน้ำ 10,000 บาท
- VAT 7% = 700 บาท
- รวมจ่าย 10,700 บาท
- หัก ณ ที่จ่าย 3% ของ 10,000 = 300 บาท
- จ่ายสุทธิ 10,400 บาท
อย่างไรก็ตาม หากใบเสนอราคาไม่ได้ระบุชัดว่าอะไรคือค่าบริการ อะไรคือค่าวัสดุ ฝ่ายการเงินอาจลำบากในการพิจารณาฐานภาษี และเกิดข้อโต้แย้งกับผู้รับเหมาได้
ภ.ง.ด.3 ใช้เมื่อไรในงานซ่อมบำรุง
กรณีผู้รับจ้างเป็นบุคคลธรรมดา
ตัวอย่างที่พบจริง:
- ช่างอิสระเข้ามาซ่อมรอยรั่วท่อน้ำในอาคาร
- ช่างไฟ freelance เปลี่ยนเมนย่อยและซ่อมปลั๊กในสำนักงาน
- ช่างประปารายบุคคลรับงานเปลี่ยนปั๊มน้ำหรือซ่อมชักโครก
- ผู้รับเหมารายย่อยที่ยังไม่ได้จดบริษัท
หากผู้รับเงินเป็นบุคคลธรรมดา การหักภาษี ณ ที่จ่ายมักต้องไปทาง ภ.ง.ด.3 ไม่ใช่ ภ.ง.ด.53
ตัวอย่างสถานการณ์
นิติบุคคลอาคารชุดจ้างช่างประปาอิสระซ่อมท่อเมนรั่วฉุกเฉิน ค่าแรง 4,500 บาท ค่าวัสดุ 2,000 บาท รวม 6,500 บาท ไม่มี VAT เพราะช่างไม่ได้จด VAT
จุดที่ต้องพิจารณา:
- ถ้าเอกสารแยกชัดว่า 2,000 บาทเป็นค่าวัสดุ และ 4,500 บาทเป็นค่าแรง
- ฐานที่เกี่ยวกับการหักภาษีมักพิจารณาที่ค่าบริการ/ค่าแรง
- แบบฟอร์มที่ใช้ยื่นคือ ภ.ง.ด.3 เพราะผู้รับเงินเป็นบุคคลธรรมดา
ความเสี่ยงที่พบ
- ใช้ ภ.ง.ด.53 เพราะเข้าใจผิดว่า “งานรับเหมา = 53”
- ไม่เก็บสำเนาบัตรประชาชนและข้อมูลผู้รับจ้าง
- ไม่แยกราคาวัสดุออกจากค่าแรง ทำให้เกิดข้อโต้แย้งฐานหักภาษี
- จ่ายสดหน้างานโดยไม่มีใบรับรองหัก ณ ที่จ่าย
สำหรับงานฉุกเฉินเล็ก ๆ มูลค่า 2,000–8,000 บาท ความผิดพลาดแบบนี้เกิดบ่อยมากในอาคารที่ไม่มี SOP ชัดเจน
ภ.ง.ด.53 ใช้เมื่อไรในงานซ่อมบำรุง
กรณีผู้รับจ้างเป็นนิติบุคคล
ถ้าผู้รับเงินเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด เช่น บริษัทซ่อมบำรุงระบบอาคาร บริษัทรับเหมางาน M&E บริษัทบริการ PM รายเดือน โดยทั่วไปจะใช้ ภ.ง.ด.53
ตัวอย่างงานที่พบบ่อย:
- สัญญา PM ระบบไฟฟ้ารายเดือน 12,000–50,000 บาท/เดือน
- สัญญาดูแลระบบปั๊มน้ำและประปา 8,000–30,000 บาท/เดือน
- งานซ่อมตู้ไฟ MDB หรือเปลี่ยนเบรกเกอร์หลัก 15,000–120,000 บาท
- งานเปลี่ยนท่อน้ำภายในอาคารบางชั้น 20,000–150,000 บาท
- งานล้างถังน้ำดี/ถังดับเพลิงพร้อมตรวจอุปกรณ์ 6,000–40,000 บาท
ตัวอย่างสถานการณ์
บริษัทบริหารอาคารว่าจ้างบริษัทซ่อมบำรุงทำ PM ระบบไฟฟ้ารายไตรมาส ราคา 24,000 บาทต่อครั้ง + VAT 7%
การคำนวณที่ใช้กันทั่วไป:
- ค่าบริการ 24,000 บาท
- VAT 1,680 บาท
- รวม 25,680 บาท
- หัก ณ ที่จ่าย 3% ของ 24,000 = 720 บาท
- จ่ายสุทธิ 24,960 บาท
กรณีนี้ใช้ ภ.ง.ด.53 เพราะผู้รับเงินเป็นนิติบุคคล
ประเด็นสำคัญ: งานซ่อมบำรุงเป็น “บริการ” หรือ “ซื้อของพร้อมติดตั้ง”
จุดที่ทำให้ฝ่ายบัญชีและจัดซื้อปวดหัวที่สุดไม่ใช่เรื่อง ภ.ง.ด.3 หรือ 53 อย่างเดียว แต่คือการตีความว่างานนั้นเป็น
- ค่าบริการ
- ค่ารับเหมา
- ค่าซื้อสินค้า
- หรือซื้อของพร้อมติดตั้ง
เพราะแต่ละรูปแบบอาจมีผลต่อฐานภาษีและเอกสารที่ต้องใช้
กรณีที่ควรแยกราคาสินค้าและบริการ
เช่น เปลี่ยนปั๊มน้ำ 1 ชุดในอาคารสำนักงาน
- ราคาปั๊ม 18,000 บาท
- อุปกรณ์ประกอบ 3,500 บาท
- ค่าแรงติดตั้งและทดสอบ 4,500 บาท
- รวมก่อน VAT 26,000 บาท
หากผู้ขายแยกชัด ฝ่ายการเงินจะพิจารณาได้ง่ายว่าควรหักจากส่วนบริการเท่าไร ลดความเสี่ยงการหักเกินหรือหักขาด
แต่ถ้าออกใบเสนอราคาแบบรวมก้อน “เปลี่ยนปั๊มน้ำพร้อมติดตั้ง 26,000 บาท” โดยไม่แยกเลย จะเกิดคำถามตามมาทันทีว่า
- ทั้งก้อนเป็นงานบริการหรือไม่
- มีสัดส่วนวัสดุเท่าไร
- ต้องหักจากยอดเต็มหรือเฉพาะค่าแรง
คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
สำหรับฝ่ายจัดซื้อ ควรกำหนดใน RFQ/PO ว่า
- ต้องแยกค่าวัสดุ ค่าอะไหล่ ค่าแรง และค่าบริการตรวจเช็ก
- ระบุ VAT แยกต่างหาก
- ระบุสถานะผู้ขายว่าเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล
- ขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีและหนังสือรับรองบริษัทตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน
วิธีนี้ช่วยลดเวลาถามกลับตอนตั้งเบิกและปิดงวดบัญชีได้มาก
ราคาในตลาดไทย: ตัวอย่างงานซ่อมบำรุงที่พบบ่อย
ตัวเลขต่อไปนี้เป็นช่วงราคาตลาดโดยประมาณในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และเมืองใหญ่ ซึ่งอาจเปลี่ยนตามความยากของงาน เวลาเข้าหน้างาน ความเร่งด่วน และคุณภาพวัสดุ
งานประปาและสุขาภิบาล
- ซ่อมท่อรั่วเล็กน้อย: 1,500–4,000 บาท/จุด
- เปลี่ยนวาล์วน้ำ: 1,200–3,500 บาท/จุด ไม่รวมวาล์ว
- เปลี่ยนโถสุขภัณฑ์: 3,500–9,000 บาท/ชุด รวมค่าแรง
- แก้ท่อเมนรั่วในอาคาร: 8,000–35,000 บาท
- เปลี่ยนปั๊มน้ำอาคารขนาดเล็ก: 12,000–45,000 บาท
งานไฟฟ้า
- เปลี่ยนเบรกเกอร์ย่อย: 1,000–3,000 บาท/จุด ไม่รวมอุปกรณ์
- แก้ไฟฟ้าขัดข้องเฉพาะจุด: 1,500–5,000 บาท
- เปลี่ยนโคมไฟสำนักงาน: 800–2,500 บาท