2026-07-31 · TWH AI

คู่มือทบทวนภาษีประจำปีสำหรับผู้รับเหมางานซ่อมบำรุงในไทย

แนวทางสำหรับฝ่ายจัดซื้อ การเงิน และบริหารอาคารในการทบทวนภาษีผู้รับเหมางานซ่อมบำรุงประจำปี ลดความเสี่ยงเอกสารผิด หักภาษีผิด และปัญหาเมื่อตรวจสอบย้อนหลัง

งานซ่อมบำรุงอาคารเป็นหนึ่งในหมวดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นสม่ำเสมอที่สุดสำหรับนิติบุคคลอาคารชุด อาคารสำนักงาน โรงงาน และโครงการเชิงพาณิชย์ในไทย แต่ในทางปฏิบัติ หลายองค์กรยังให้ความสำคัญกับ “ราคางาน” มากกว่า “โครงสร้างภาษีและเอกสาร” จนทำให้เกิดปัญหาตามมาช่วงทบทวนบัญชีปลายปี เช่น หักภาษี ณ ที่จ่ายผิดประเภท รับใบกำกับภาษีไม่ครบ จัดหมวดงานซ่อมกับงานปรับปรุงผิด หรือมีการจ่ายผู้รับเหมาโดยเอกสารประกอบไม่เพียงพอ เมื่อถูกตรวจสอบย้อนหลัง ความเสียหายอาจไม่ใช่แค่ค่าปรับ แต่รวมถึงเวลาของฝ่ายจัดซื้อ การเงิน และทีมบริหารอาคารที่ต้องย้อนหาเอกสารหลายเดือนหรือหลายปี บทความนี้จึงสรุปแนวทางทบทวนภาษีประจำปีสำหรับผู้รับเหมางานซ่อมบำรุงในไทยแบบใช้งานได้จริง โดยเน้นมุมมองของผู้ว่าจ้างองค์กร

ทำไมการทบทวนภาษีผู้รับเหมาซ่อมบำรุงจึงสำคัญในช่วงปลายปี

สำหรับอาคารหรือโครงการที่มีผู้รับเหมาหลายราย เช่น งานระบบไฟฟ้า งานปรับอากาศ งานประปา งานทำความสะอาด งานซ่อมด่วน และงานปรับปรุงพื้นที่ ความเสี่ยงทางภาษีมักไม่ได้มาจาก “รายการใหญ่รายการเดียว” แต่มาจาก “รายการเล็กจำนวนมาก” ที่เกิดตลอดปี

ตัวอย่างสถานการณ์จริงที่พบได้บ่อย:

เมื่อรายการจำนวนมากกระจายอยู่ระหว่างฝ่ายอาคาร ฝ่ายจัดซื้อ และฝ่ายบัญชี ความคลาดเคลื่อนจึงเกิดง่าย เช่น ฝ่ายหน้างานอนุมัติจ่ายตามใบเสนอราคา แต่ฝ่ายบัญชีไม่ทราบว่าต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราใด หรือผู้รับเหมาส่งเอกสารภาษีมาภายหลัง ทำให้บันทึกบัญชีผิดรอบ

ความผิดพลาดที่พบบ่อยในการจ่ายค่าผู้รับเหมางานซ่อมบำรุง

ก่อนเข้าสู่เช็กลิสต์การทบทวน ควรเข้าใจจุดเสี่ยงหลักที่มักเกิดขึ้นกับงานซ่อมบำรุงในไทย

1) แยกไม่ชัดระหว่าง “ค่าสินค้า” กับ “ค่าบริการ”

งานซ่อมจำนวนมากมีทั้งค่าอะไหล่และค่าแรง เช่น เปลี่ยนปั๊มน้ำ เปลี่ยนคอมเพรสเซอร์แอร์ ซ่อมไฟฟ้า เปลี่ยนเซอร์กิตเบรกเกอร์ หรือซ่อมประตูอัตโนมัติ หากเอกสารระบุรวมยอดเป็นก้อนเดียวโดยไม่แยกรายการ อาจทำให้เกิดข้อถกเถียงเรื่องฐานภาษีและการหักภาษี ณ ที่จ่าย

ตัวอย่าง:

2) จัดประเภทงานผิดระหว่างงานซ่อมบำรุงกับงานรับเหมา

งานบางประเภทอยู่กึ่งกลางระหว่าง “บริการซ่อม” และ “งานรับเหมา” เช่น

หากจัดประเภทผิด อัตราหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ใช้กับนิติบุคคลอาจผิดตามไปด้วย ฝ่ายการเงินจึงควรดู “เนื้อหางานจริง” ไม่ใช่ดูแค่ชื่อหัวข้อในใบเสนอราคา

3) ไม่มีเอกสารรองรับการส่งมอบงาน

โดยเฉพาะงานเร่งด่วน เช่น ซ่อมไฟดับกลางคืน ซ่อมปั๊มน้ำเสีย ซ่อมแอร์ห้องเซิร์ฟเวอร์ หากมีเพียงไลน์แจ้งงานกับใบเสร็จ แต่ไม่มีเอกสารรับรองการเข้าซ่อมหรือรายงานผล อาจทำให้ภายหลังตอบคำถามยากว่าเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการจริงหรือไม่

4) ใช้ผู้รับเหมารายย่อยโดยไม่ตรวจสถานะภาษี

งานเล็กๆ เช่น ล้างแอร์ ซ่อมประตู เปลี่ยนก๊อกน้ำ ซ่อมฝ้า อาจใช้ผู้รับเหมารายย่อยที่เสนอราคาดี แต่หากไม่ตรวจว่าจด VAT หรือไม่ มีหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายหรือไม่ หรือชื่อบัญชีรับเงินตรงกับผู้รับจ้างหรือไม่ จะเกิดปัญหาตอนจ่ายเงินและบันทึกบัญชีได้ง่าย

เช็กลิสต์ทบทวนภาษีประจำปีสำหรับฝ่ายจัดซื้อ การเงิน และบริหารอาคาร

การทบทวนที่ดีไม่ควรรอถึงสิ้นปีแล้วค่อยรวมเอกสารทั้งหมด แต่ควรทำแบบรายไตรมาส และทำ “annual review” ก่อนปิดงบหรือก่อนเริ่มต่อสัญญาปีถัดไป

1) รวบรวมรายชื่อผู้รับเหมาทั้งหมดที่มีการจ่ายในปีนั้น

ให้ทำ vendor master list แยกอย่างน้อยเป็น:

ข้อมูลขั้นต่ำที่ควรมี:

หากองค์กรมีผู้รับเหมาเกิน 20 ราย ควรใช้รหัสประเภทงานมาตรฐาน เช่น MNT-AC, MNT-ELV, MNT-PLB, CLN, REN เพื่อให้ตรวจสอบย้อนหลังง่ายขึ้น

2) ตรวจเอกสารต้นทางให้ครบเป็นชุด

เอกสาร 1 งานควรมีอย่างน้อย:

สำหรับงานรายเดือน เช่น PM ระบบปรับอากาศ 12 เครื่องในอาคารสำนักงาน มูลค่าประมาณ 12,000–35,000 บาทต่อเดือน ควรมี checklist หน้างานทุกเดือน ไม่ใช่มีแค่ invoice เพราะหากถูกถามว่าบริการเกิดขึ้นจริงเมื่อใดและครบตามสัญญาหรือไม่ ฝ่ายอาคารต้องตอบได้

3) ทบทวนความถูกต้องของ VAT

คำถามสำคัญ:

ตัวอย่างที่พบได้บ่อย:

ในตลาดไทย งานซ่อมบำรุงที่มูลค่าไม่สูงมาก เช่น ล้างแอร์ 4 ทิศทาง ราคาเฉลี่ย 800–1,500 บาทต่อเครื่อง, ซ่อมปั๊มน้ำเบื้องต้น 1,500–5,000 บาท, ตรวจเช็กตู้ไฟ 2,000–10,000 บาทต่อครั้ง มักใช้ผู้รับเหมารายย่อย จึงควรระวังเรื่อง VAT เป็นพิเศษ

4) ทบทวนการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามลักษณะงาน

จุดนี้เป็นความเสี่ยงสำคัญที่สุดข้อหนึ่ง เพราะงานซ่อมบำรุงมีหลายรูปแบบและชื่อเรียกทางการค้าบางครั้งไม่ตรงกับลักษณะทางภาษี การพิจารณาควรอ้างอิงลักษณะงานจริง เงื่อนไขสัญญา และเอกสารประกอบ ไม่ควรใช้วิธีเดาแบบเหมารวมทุกงาน

แนวทางปฏิบัติที่ปลอดภัยสำหรับองค์กรคือ:

ตัวอย่างงานที่ควรเฝ้าระวัง:

หากปีหนึ่งมีการจ่ายผู้รับเหมารายเดียวกันหลายงาน และแต่ละงานถูกหักภาษีไม่เหมือนกัน ฝ่ายการเงินควรสุ่มตรวจอย่างน้อย 3–5 รายการว่าเหตุผลของการใช้อัตรานั้นมีหลักฐานรองรับหรือไม่

5) ตรวจการจับคู่ระหว่างสัญญา ใบแจ้งหนี้ และการจ่ายเงินจริง

ปัญหาที่พบบ่อยคือ:

องค์กรควรทำ 3-way matching อย่างน้อยสำหรับงานที่เกิน 10,000–20,000 บาทต่อรายการ คือ

  1. สัญญา/PO
  2. เอกสารส่งมอบงาน
  3. invoice/ใบกำกับภาษี

ถ้าจำนวนงานเยอะ ให้เริ่มจากผู้รับเหมาที่มียอดซื้อทั้งปีสูงสุด 10 อันดับแรกก่อน เพราะมักครอบคลุมมูลค่ารวม 60–80% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด

ตัวอย่างสถานการณ์จริงและวิธีลดความเสี่ยง

กรณีที่ 1: งาน PM แอร์รายเดือนในอาคารสำนักงาน

อาคารมีเครื่องปรับอากาศ 40 เครื่อง จ้างผู้รับเหมาทำ PM รายเดือน ราคา 24,000 บาทต่อเดือน และมีงานซ่อมอะไหล่แยกตามจริง

ความเสี่ยง:

พร้อมเริ่มต้นแล้วใช่ไหม?

ส่งคำขอ ฟรี รับใบเสนอราคาภายใน 30 นาที

ส่งคำขอบริการ
ส่งคำขอบริการ →