2026-07-25 · TWH AI
วางงบงานซ่อมบำรุงจาก RFQ หลายเจ้าในไทยสำหรับผู้จัดการอาคาร
คู่มือเปรียบเทียบใบเสนอราคางานซ่อมบำรุงหลายผู้รับเหมาในไทย ช่วยผู้จัดการอาคารและฝ่ายการเงินตั้งงบ คุมสโคป ลดงานเพิ่ม และตัดสินใจได้เร็วขึ้น
การวางงบงานซ่อมบำรุงจาก RFQ หลายเจ้าไม่ใช่แค่การ “เทียบราคาถูกสุด” แต่เป็นกระบวนการคัดกรองต้นทุน ความเสี่ยง และความพร้อมในการให้บริการของผู้รับเหมาให้สอดคล้องกับแผนบริหารอาคารจริง สำหรับผู้จัดการอาคาร นิติบุคคล และฝ่ายการเงินในไทย ความท้าทายมักอยู่ที่ใบเสนอราคาแต่ละเจ้ามีสโคปไม่เท่ากัน หน่วยนับต่างกัน เงื่อนไขรับประกันไม่เหมือนกัน และหลายครั้งมีค่าใช้จ่ายแฝงที่โผล่มาหลังเริ่มงาน บทความนี้จะช่วยวางกรอบเปรียบเทียบ RFQ งานซ่อมบำรุงหลายผู้รับเหมาอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ตั้งงบได้แม่นขึ้น คุมสโคปได้ดีขึ้น ลดงานเพิ่ม และตัดสินใจได้เร็วขึ้น
ทำไมการเปรียบเทียบ RFQ หลายเจ้าจึงสำคัญสำหรับผู้จัดการอาคาร
ในงานบริหารทรัพย์สินเชิงพาณิชย์ เช่น อาคารสำนักงาน โรงงานขนาดกลาง คลังสินค้า ห้างขนาดย่อม หรือคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่ งบซ่อมบำรุงมักแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก
- งาน PM หรือ Preventive Maintenance ตามรอบ
- งาน CM หรือ Corrective Maintenance เมื่ออุปกรณ์เสีย
- งานปรับปรุงหรือเปลี่ยนทดแทน (Replacement / Minor CAPEX)
ปัญหาที่พบบ่อยคือผู้รับเหมาบางรายเสนอราคา “รวมทุกอย่าง” แต่ไม่ได้แจกแจงวัสดุและแรงงาน ขณะที่บางรายเสนอราคาต่ำเพราะไม่รวมงานทดสอบระบบ งานขนย้าย หรือค่าทำงานนอกเวลา เมื่อถึงเวลาปฏิบัติงานจริงจึงเกิด VO หรือ Variation Order เพิ่มขึ้น 10–30% ของงบเดิมได้ไม่ยาก
สำหรับองค์กรที่ต้องผ่านการอนุมัติงบหลายชั้น การมี RFQ หลายเจ้าและตารางเปรียบเทียบที่ชัดเจนจะช่วยให้:
- ฝ่ายจัดซื้อเปรียบเทียบแบบ apples-to-apples
- ฝ่ายการเงินเห็นต้นทุนรวมตลอดอายุงาน
- ผู้บริหารตัดสินใจได้เร็วจากข้อมูลที่ครบ
- ผู้จัดการอาคารลดความเสี่ยงเรื่องสโคปตกหล่น
เริ่มต้นจาก RFQ ที่ดี: ถ้าโจทย์ไม่ชัด ราคาเทียบกันไม่ได้
ก่อนขอราคา ควรทำ RFQ ให้ชัดที่สุด เพราะใบเสนอราคาจะดีหรือไม่ ขึ้นกับคุณภาพข้อมูลตั้งต้นโดยตรง เอกสารที่ควรแนบมีดังนี้
1) Scope of Work ที่ละเอียดพอ
ระบุให้ครบว่าเป็นงานอะไร พื้นที่ไหน จำนวนกี่จุด ระยะเวลาดำเนินงานเท่าไร และต้องส่งมอบผลลัพธ์แบบใด เช่น
- ล้าง AHU จำนวน 12 เครื่อง
- ตรวจเช็ก MDB และขันแน่นจุดต่อ 1 ตู้
- เปลี่ยนปั๊มน้ำขนาด 3 HP จำนวน 1 ชุด
- แก้ท่อรั่วห้องน้ำชั้น 8 จำนวน 3 จุด
หากเป็นงานระบบ ควรแยกระหว่างงานตรวจเช็ก งานซ่อมเฉพาะจุด และงานเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่ให้ชัด โดยอาจอ้างอิงบริการที่เกี่ยวข้อง เช่น งานซ่อมบำรุงอาคาร หรือระบบเฉพาะทางอย่างงานระบบไฟฟ้า เพื่อจัดสโคปให้ตรงประเภทงาน
2) ระบุวัสดุหรือมาตรฐานขั้นต่ำ
ตัวอย่างเช่น
- สายไฟ THW/IEC มอก.
- ท่อ PVC ชั้น 8.5 หรือเทียบเท่า
- เบรกเกอร์ Schneider, ABB, Mitsubishi หรือเทียบเท่า
- ปั๊มน้ำ Grundfos, Ebara, Mitsubishi หรือเทียบเท่า
ถ้าไม่กำหนดขั้นต่ำ ผู้รับเหมาบางรายอาจใช้วัสดุเกรดต่ำเพื่อกดราคา
3) กำหนดเงื่อนไขหน้างาน
เช่น
- เวลาทำงานได้เฉพาะ 20:00–05:00
- ต้องมีประกันความรับผิดบุคคลภายนอก
- ต้องมีแผนความปลอดภัยก่อนเข้าทำงาน
- ต้องมีรายงานทดสอบหลังงานเสร็จ
- ต้องขนเศษวัสดุออกและทำความสะอาดพื้นที่
ค่าใช้จ่ายจากข้อจำกัดหน้างานส่งผลต่อราคามาก โดยเฉพาะอาคารที่เปิดใช้งานตลอดวัน
วิธีทำตารางเปรียบเทียบ RFQ แบบใช้งานจริง
เครื่องมือที่ใช้ได้ผลคือ Comparative Bid Sheet โดยไม่ดูแค่ยอดรวม แต่แยกเป็นหัวข้อสำคัญดังนี้
1) ราคาแยกตามหมวด
ควรแยกอย่างน้อยเป็น
- ค่าวัสดุ
- ค่าแรง
- ค่าเครื่องมือ/อุปกรณ์พิเศษ
- ค่าขนส่ง
- ค่าทดสอบระบบ
- ค่าเข้าหน้างานกลางคืนหรือ OT
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%
ตัวอย่างจริง:
งานเปลี่ยนปั๊มน้ำ Booster 3 HP ในอาคารสำนักงานกรุงเทพฯ
- ผู้รับเหมา A: 68,000 บาท + VAT
- ผู้รับเหมา B: 59,500 บาท + VAT
- ผู้รับเหมา C: 74,000 บาท รวม VAT
เมื่อแยกดูพบว่า B ไม่รวม check valve, flexible joint และงานเดินสายควบคุมใหม่ มูลค่าเพิ่มอีกประมาณ 11,000–15,000 บาท ทำให้ต้นทุนจริงอาจใกล้หรือสูงกว่า A
2) ระยะเวลาดำเนินงาน
ควรระบุ
- ระยะเวลาส่งของ
- ระยะเวลาทำงาน
- ระยะเวลาปิดระบบ
- วันเริ่มงานเร็วสุด
บางครั้งผู้รับเหมาราคาสูงกว่า 8–12% แต่เริ่มงานได้ภายใน 3 วัน ขณะที่อีกรายต้องรอของ 2–3 สัปดาห์ หากงานนั้นกระทบผู้เช่าหรือการใช้อาคาร ต้นทุนทางธุรกิจจากความล่าช้าอาจสูงกว่าส่วนต่างราคา
3) เงื่อนไขรับประกัน
เปรียบเทียบให้ชัดว่า
- รับประกันเฉพาะงานติดตั้ง หรือรวมอุปกรณ์
- ระยะเวลารับประกัน 30 วัน, 90 วัน, 6 เดือน หรือ 1 ปี
- SLA เข้าหน้างานเมื่อเกิดปัญหาภายในกี่ชั่วโมง
ตัวอย่างงานท่อรั่ว หากผู้รับเหมารับประกันแค่ 30 วัน อาจไม่คุ้มเท่ารายที่รับประกัน 180 วัน แม้ราคาสูงกว่า 5–10%
4) ข้อยกเว้นและเงื่อนไขแฝง
นี่คือจุดที่ทำให้งบบานปลายบ่อยที่สุด เช่น
- ไม่รวมงานรื้อฝ้า/งานสถาปัตย์
- ไม่รวมรถเครนหรือบันไดสูง
- ไม่รวมค่า permit ของอาคาร
- ไม่รวมงานทดสอบโหลดจริง
- ไม่รวมค่าซ่อมที่พบเพิ่มเติมหลังเปิดหน้างาน
ควรทำคอลัมน์ “Exclusion” แยกไว้เสมอ
ช่วงราคาตลาดไทยที่ควรรู้เพื่อใช้เป็นฐานตั้งงบ
ราคาด้านล่างเป็นช่วงประมาณการในตลาดไทยปีปัจจุบันสำหรับอาคารเชิงพาณิชย์ทั่วไปในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยราคาจริงขึ้นกับแบรนด์อุปกรณ์ ความยากหน้างาน เวลาเข้าทำงาน และจำนวนงานรวม
งานระบบไฟฟ้า
- ตรวจ PM ตู้ MDB/DB ขนาดเล็กถึงกลาง: 4,500–15,000 บาท/ตู้
- Thermoscan จุดเชื่อมต่อไฟฟ้า: 2,500–8,000 บาท/ครั้ง
- เปลี่ยน MCB/เบรกเกอร์ย่อย: 800–3,500 บาท/จุด ไม่รวมปิดระบบใหญ่
- เปลี่ยน MCCB: 4,000–18,000 บาท/ชุด ตามขนาดและแบรนด์
- เปลี่ยนโคมไฟสำนักงาน LED: 650–2,500 บาท/จุด รวมติดตั้ง ขึ้นกับสเปก
หากเป็นงานที่ต้องดับไฟทั้งชั้นหรือนอกเวลาทำการ อาจมีค่าแรงเพิ่ม 20–50%
งานระบบประปาและสุขาภิบาล
- แก้ท่อรั่วจุดเล็กในห้องน้ำ: 2,000–6,000 บาท/จุด
- เปลี่ยนวาล์วน้ำ: 1,500–7,000 บาท/ชุด
- ล้างถังเก็บน้ำ: 6,000–25,000 บาท/ถัง ขึ้นกับขนาด
- เปลี่ยนปั๊มน้ำอาคารขนาดเล็กถึงกลาง: 25,000–120,000 บาท/ชุด รวมติดตั้งตามสเปก
- ล้างท่อระบายน้ำ/ท่อเมน: 3,000–15,000 บาท/ครั้ง
กรณีงานรั่วซึมซ่อนในผนังหรือใต้พื้น ราคามักเพิ่มจากงานสกัด เปิดผิว และงานคืนสภาพ จึงควรถามแยกว่ารวมงานสถาปัตย์แล้วหรือยัง หากเกี่ยวข้องกับงานระบบประปา ควรขอ BOQ ที่แยกวัสดุและงานซ่อมผิวให้ชัด
งานปรับอากาศและเครื่องกลเบื้องต้น
- ล้างแอร์แบบแขวน/ติดผนังเชิงพาณิชย์: 1,000–3,500 บาท/เครื่อง
- ล้าง AHU: 3,500–12,000 บาท/เครื่อง
- เติมน้ำยาแอร์: 1,500–6,000 บาท/เครื่อง แล้วแต่ชนิดน้ำยา
- เปลี่ยนมอเตอร์/อะไหล่ย่อย AHU: 6,000–35,000 บาท
- เปลี่ยน FCU/AHU บางรุ่น: หลักหมื่นถึงหลักแสน
งานช่างทั่วไปและงานประกอบ
- ค่าแรงช่างรายวัน: 800–1,800 บาท/คน/วัน
- ช่างเทคนิคเฉพาะทาง: 1,500–3,500 บาท/คน/วัน
- หัวหน้าช่าง/วิศวกรควบคุม: 2,500–6,000 บาท/วัน
- ค่าเข้าหน้างานขั้นต่ำงานเล็ก: 1,500–5,000 บาท/ครั้ง
ตัวเลขเหล่านี้ช่วยตรวจจับราคา “ต่ำผิดปกติ” หรือ “สูงเกินตลาด” ได้ดี โดยเฉพาะเมื่อผู้รับเหมาหลายเจ้าตีสโคปไม่เท่ากัน
วิธีอ่าน RFQ ให้เห็นความเสี่ยง ไม่ใช่แค่ดูยอดรวม
ราคา “ต่ำมาก” อาจหมายถึงอะไร
หากราคาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอีก 2–3 เจ้าประมาณ 15–25% ขึ้นไป ให้ตรวจสอบประเด็นต่อไปนี้
- ใช้วัสดุคนละเกรด
- ไม่รวมงานทดสอบ
- ไม่รวมอุปกรณ์ประกอบที่จำเป็น
- ประเมินจำนวนแรงงานต่ำเกินจริง
- ไม่รวมงานกลางคืน
- ตั้งใจเข้ามาด้วยราคาต่ำแล้วค่อยขอเพิ่มภายหลัง
ตัวอย่างจริง: งานเปลี่ยนท่อเมนน้ำชั้นใต้ดิน ผู้รับเหมา A เสนอ 145,000 บาท ผู้รับเหมา B เสนอ 132,000 บาท ผู้รับเหมา C เสนอ 98,000 บาท เมื่อตรวจ BOQ พบว่า C ไม่รวม bypass line ชั่วคราว ทำให้อาคารต้องหยุดใช้น้ำเต็มระบบระหว่างซ่อม ซึ่งถ้าจะเพิ่มภายหลังอาจบวกอีก 20,000–35,000 บาท และยังเพิ่มความเสี่ยงต่อผู้เช่า
ราคา “สูงกว่า” อาจคุ้มค่ากว่าอย่างไร
บางรายเสนอราคาสูงกว่า 10–15% เพราะรวมสิ่งที่อีกเจ้ามองข้าม เช่น
- Shop drawing หรือ as-built drawing
- แผนงานและ method statement
- รายงานผลทดสอบ
- ทีม standby หลังส่งมอบ
- รับประกันนานกว่า
- มีอะไหล่ stock พร้อม
สำหรับอาคารที่มี SLA กับผู้เช่า เช่น อาคารเกรด A หรือโรงงานที่หยุดระบบไม่ได้ ต้นทุนความเสี่ยงมีมูลค่าสูงกว่าส่วนต่างราคางานมาก
แนวทางตั้งงบ: ใช้ 3 ชั้นงบเพื่อคุมทั้งแผนและความไม่แน่นอน
ผู้จัดการอาคารจำนวนมากพลาดตรงตั้งงบจาก “ราคาชนะประมูล” เพียง