2026-06-07 · TWH AI

เทียบงบซ่อมบำรุงสำหรับเชนสโตร์ในไทย: วิธีตั้งงบให้คุมต้นทุนได้

คู่มือสำหรับผู้จัดการอาคารและทีมการเงินในการเทียบงบซ่อมบำรุงหลายสาขาในไทย วางแผนค่าใช้จ่าย คุมงานด่วน และลดความเสี่ยงงบบานปลาย

สำหรับเชนสโตร์ที่มีหลายสาขาในไทย งบซ่อมบำรุงไม่ใช่แค่ “ค่าใช้จ่ายจิปาถะ” แต่เป็นต้นทุนที่กระทบยอดขาย ความต่อเนื่องในการเปิดบริการ ภาพลักษณ์แบรนด์ และความเสี่ยงด้านกฎหมายโดยตรง ผู้จัดการอาคาร ทีมซัพพอร์ตสาขา และฝ่ายการเงินจึงต้องมองงบซ่อมบำรุงแบบเป็นระบบ ไม่ใช่รอให้ของเสียแล้วค่อยจ่าย การเทียบงบระหว่างสาขาให้แม่นยำ ต้องอิงทั้งลักษณะอาคาร อายุการใช้งาน ความเข้มของการใช้งาน พื้นที่ขาย ชั่วโมงเปิดทำการ และราคาตลาดในไทย บทความนี้สรุปวิธีตั้งงบซ่อมบำรุงสำหรับเชนสโตร์ในไทยให้คุมต้นทุนได้จริง พร้อมตัวเลขอ้างอิง แนวทางแยกงบ และเทคนิคบริหารงานด่วนไม่ให้งบบานปลาย

ทำไมเชนสโตร์ต้องตั้งงบซ่อมบำรุงแบบ “เทียบได้”

หลายองค์กรยังใช้งบซ่อมบำรุงแบบเหมารวม เช่น ตั้งงบต่อสาขาเท่ากันทุกแห่ง หรือใช้งบปีที่แล้วบวกเพิ่ม 5–10% ซึ่งสะดวก แต่ไม่สะท้อนต้นทุนจริง สาขาในศูนย์การค้า สาขาริมถนน และสาขาในอาคารพาณิชย์มีความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายไม่เท่ากัน

ตัวอย่างเช่น

หากตั้งงบเท่ากันที่ 120,000 บาทต่อปีทุกสาขา มักเกิด 2 ปัญหา:

  1. บางสาขางบเหลือ แต่บางสาขาไม่พอ
  2. ฝ่ายการเงินไม่เห็นต้นตอที่แท้จริงของต้นทุน

แนวทางที่ดีกว่าคือการจัดงบแบบ “เทียบได้” โดยใช้เกณฑ์เดียวกัน เช่น ต้นทุนต่อ ตร.ม. ต่อปี, ต้นทุนต่อสาขาตามประเภท, และต้นทุนแยกตามระบบงาน

โครงสร้างงบซ่อมบำรุงที่ควรแยกสำหรับหลายสาขา

เพื่อควบคุมงบได้จริง ควรแยกงบอย่างน้อย 4 หมวดหลัก

1) งานบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance: PM)

คืองานที่ทำตามรอบเพื่อลดโอกาสเสีย เช่น

งบส่วนนี้คาดการณ์ได้ง่ายที่สุด และควรเป็นฐานหลักของงบรวม

ตัวอย่างราคาในไทย:

หากสาขามีแอร์ 6 เครื่อง และล้างปีละ 3 ครั้ง งบเฉพาะแอร์อาจอยู่ที่ 10,800–27,000 บาทต่อปีแล้ว

2) งานซ่อมตามอาการ (Corrective Maintenance)

คืองานที่เสียแล้วจึงซ่อม เช่น

หมวดนี้ผันผวนสูง จึงควรดูย้อนหลังอย่างน้อย 12–24 เดือน

ตัวอย่างราคาตลาด:

3) งานฉุกเฉิน (Emergency Works)

เป็นหมวดที่ทำให้งบบานปลายมากที่สุด เพราะมักมีค่าเรียกด่วน ค่าทำงานนอกเวลา และค่าเสียโอกาสทางธุรกิจ

ตัวอย่าง:

อัตราค่าใช้จ่ายงานด่วนในไทยมักสูงกว่างานปกติ 20–100% ขึ้นกับเวลาและเงื่อนไขพื้นที่ เช่น งานกลางคืนในห้าง หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์

4) งบเปลี่ยนทรัพย์สินย่อย/ปรับปรุงเล็กน้อย (Minor Capex / Replacement)

แม้หลายองค์กรแยกจาก Opex แต่ในทางปฏิบัติ มักเป็นจุดที่ทำให้ตัวเลขซ่อมบำรุงดูผิดเพี้ยน เช่น การเปลี่ยนเครื่องทำน้ำอุ่น เปลี่ยนปั๊มน้ำ เปลี่ยนโคมไฟทั้งชุด หรือเดินสายเพิ่ม

ควรกำหนด threshold ให้ชัด เช่น

ตัวเลขนี้ขึ้นกับนโยบายบัญชีของแต่ละองค์กร แต่ต้องใช้เกณฑ์เดียวกันทุกสาขาเพื่อให้เทียบงบได้

วิธีตั้งงบแบบใช้ข้อมูลจริง ไม่ใช่เดาจากปีก่อน

เริ่มจากการแบ่งสาขาเป็น “กลุ่มต้นทุน”

ไม่ควรเทียบทุกสาขาในกลุ่มเดียวกัน ควรแบ่งอย่างน้อยตามปัจจัยต่อไปนี้

ตัวอย่างกลุ่ม:

เมื่อแบ่งกลุ่มแล้ว จึงคำนวณงบเฉลี่ยต่อสาขาของแต่ละกลุ่มได้แม่นขึ้น

ใช้ตัวชี้วัด 3 แบบควบคู่กัน

  1. บาทต่อตารางเมตรต่อปี
  2. บาทต่อสาขาต่อปี
  3. บาทต่อใบงานซ่อม

ตัวอย่าง:

หากอีกสาขาใช้งบ 170,000 บาท แต่มีพื้นที่ 300 ตร.ม. เท่ากับ 567 บาท/ตร.ม./ปี อาจถือว่าคุมได้ดีกว่าสาขาแรก แม้ยอดรวมสูงกว่า

ช่วงงบประมาณที่พบได้บ่อยในตลาดไทย

ตัวเลขต่อไปนี้เป็นเพียงกรอบอ้างอิงสำหรับเชนสโตร์ทั่วไปในไทย ไม่รวมงานรีโนเวตใหญ่ และต้นทุนอาจสูงขึ้นในพื้นที่ CBD หรือสถานที่ที่มีข้อจำกัดการเข้าทำงาน

งบซ่อมบำรุงรวมต่อปีต่อสาขา

สำหรับสาขาทั่วไปขนาด 100–250 ตร.ม.

งบต่อตารางเมตรต่อปี

สำหรับร้านค้าทั่วไป

สัดส่วนงบแนะนำ

ตัวอย่างสัดส่วนที่ใช้ได้ในหลายองค์กร:

หากองค์กรพบว่า emergency สูงเกิน 25% ต่อเนื่อง 2–3 ไตรมาส มักเป็นสัญญาณว่าการ PM ยังไม่พอ หรือการอนุมัติงานป้องกันช้าเกินไป

ตัวอย่างการตั้งงบสำหรับเชน 20 สาขา

สมมติธุรกิจค้าปลีกมี 20 สาขาในไทย แบ่งเป็น

ประมาณการงบต่อปี:

กลุ่มสาขาในห้าง

ค่าใช้จ่ายเด่นคือแอร์ ไฟ และงานเข้าพื้นที่นอกเวลา
งบเฉลี่ย: 90,000–140,000 บาท/สาขา/ปี
รวม 8 สาขา = 720,000–1,120,000 บาท

กลุ่มสาขาริมถนน

มีความเสี่ยงระบบน้ำ ปั๊ม และงานโยธาเล็กน้อยมากขึ้น
งบเฉลี่ย: 120,000–180,000 บาท/สาขา/ปี
รวม 7 สาขา = 840,000–1,260,000 บาท

กลุ่มสาขาเก่า

อุปกรณ์เสื่อม โอกาสซ่อมฉุกเฉินสูง
งบเฉลี่ย: 180,000–260,000 บาท/สาขา/ปี
รวม 5 สาขา = 900,000–1,300,000 บาท

ดังนั้นงบรวมทั้งพอร์ตอาจอยู่ที่ประมาณ 2.46–3.68 ล้านบาทต่อปี ยังไม่รวมงานเปลี่ยนทรัพย์สินขนาดใหญ่ เช่น เปลี่ยนคอยล์ร้อน เปลี่ยนปั๊มใหญ่ หรืออัปเกรดตู้ไฟ

วิธีควบคุมงานด่วนไม่ให้งบบานปลาย

งานด่วนเป็นสิ่งเลี่ยงไม่ได้ แต่ควรลด “งานด่วนที่ป้องกันได้”

1) แยกระดับความเร่งด่วนให้ชัด

แนะนำให้ใช้ SLA 3 ระดับ

ถ้าทุกงานถูกแจ้งเป็น “ด่วน” ต้นทุนจะสูงขึ้นทันที ทั้งค่าเดินทางและค่าแรงนอกเวลา

2) กำหนดเพดานอนุมัติงานหน้างาน

เช่น

วิธีนี้ช่วยให้แก้ปัญหาเล็กได้เร็ว แต่ยังคุมงานราคาแพง

3) ทำ price book กลาง

ควรมีรายการราคากล

พร้อมเริ่มต้นแล้วใช่ไหม?

ส่งคำขอ ฟรี รับใบเสนอราคาภายใน 30 นาที

ส่งคำขอบริการ
ส่งคำขอบริการ →